วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2551

บ้านสุขาวดี พัทยา

“ผมเอาไว้เป็นบ้าน เพื่อให้คนไทยใช้อ้างอิงได้ในโลกนี้ว่านี่เป็นบ้านของคนไทย”

ดร.ปัญญา โชติเทวัญ

คำนำ

พลัง แห่งความคิด เป็นพลังแห่งอำนาจ เป็นพลังแห่งแสนยานุภาพ และเป็นพลังแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะสามารถบันดาลให้เกิดอะไรได้ทุกอย่าง ตามใจปรารถนา หากนำความคิดนั้นไปใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้
“บ้านสุขาวดีเปิดกว้างขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ผู้มีโอกาสได้มาสัมผัส เป็นเจ้าของร่วมกันและได้ค้นพบถึงสัจธรรมในการดำเนินชีวิต พร้อมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายที่ควรสักการะ อาทิเช่น พระพุทธเจ้าปางประสูติ , พระแม่กวนอิม , พระเจ้าตากสินมหาราช , รัชกาลที่ ๕ , กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือพระบิดาแห่งราชนาวีไทย เป็นต้น ทุกสิ่งทุกอย่างในสถานที่แห่งนี้ถูกกำหนดขึ้นอย่างมีดีไซน์ ประกอบด้วยศาสตร์ และศิลป์อย่างลงตัว สมดุล และมีเหตุมีผล ด้วยบรรยากาศเงียบสงบ แวดล้อมด้วยพันธุ์ไม้ และภูมิทัศน์ที่งดงาม และยังมีอาคารโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม ด้วยอำนาจของความรัก ความเมตตา ของผู้สร้างซึ่งไม่เคยยอมแพ้และไม่ยอมให้ความจนเป็นข้อจำกัดในชีวิต ขอให้สิ่งเหล่านี้เป็นกำลังใจ หรือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแง่คิดที่จะนำพาท่านไปสู่จุดหมาย”

ความหมายของบ้าน

“สุขาวดี” แปลว่า ดี ขาวดี สีของบ้าน เป็นสีชมพูและ ฟ้า สีชมพูเป็นสีแห่งความรัก ดั่งที่ว่า “ ที่ใดไร้รักสมัครสมานจะทำการสิ่งใดย่อมไร้ผล” ฉะนั้นที่ใดก็ตามที่มีความรัก ความสามัคคี มีความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่นั่นเขาจะคุยกันแต่เรื่องดีๆ คุยสิ่งสร้างสรรทั้งสิ้น เราก็สามารถฟันธงได้เลยว่า ที่นั่นคือ ที่ที่ดี ที่เจริญรุ่งเรือง เราจึงใช้ “คิวปิด” หรือ เทพเจ้าแห่งความรักเป็นสัญลักษณ์ ส่วนสีฟ้าถือเป็นสีแห่งน้ำ น้ำเป็น สิ่งก่อเกิดสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลก แต่น้ำเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องศึกษาน้ำ เพราะน้ำ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ทุกสถานะ ถ้าคนเราปรับตัวเข้ากับสังคม ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจหรือความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ เราย่อมมีความสุข แต่น้ำที่ทุกคนต้องการเหมือนๆกันกลับกลายเป็น “น้ำใจ”

ประวัติของบ้านสุขาวดี

จาก วิกฤติทางเศรษฐกิจ ต่างชาติได้ยึดกิจการของคนไทย เพื่อให้เห็นว่าคนไทยมีศักยภาพไม่แพ้ต่างชาติ ทำให้เกิดปาฏิหาริย์สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นศักดิ์ศรีของคนไทย บ้านสุขาวดี จึงได้เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี 2543 บนเนื้อที่ 12 ไร่ ติดถนนสุขุมวิท หลักกิโลเมตรที่ 129 ห่างจากที่ว่าการอำเภอบางละมุง ประมาณ 1 กิโลเมตร มีชายหาดยาว 400 เมตร ปัจจุบันมีเนื้อที่กว่า 80 ไร่

สุขาวดีเกิดมาจากสติปัญญาและการทำงานเป็นทีม ของผู้คนบนพื้นฐานของความรัก ความสามัคคี จึงทำให้งานที่ออกมามีคุณค่า สง่างามและมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ประกอบด้วยอาคารหลัก ๆ ดังนี้

ศาลหลักเมือง (Sukhawadee?s Pillar Shrine)

ศาลหลักเมือง (Sukhawadee’s Pillar Shrine) เป็น สถานที่สำคัญในการแสดงความเคารพและกตัญญูต่อผืนแผ่นดินที่เราได้ถือครอง หรือได้ใช้ประโยชน์อยู่อาศัย และทำมาหากินเลี้ยงชีพตน ฉะนั้นเพื่อความเป็นสิริมงคลจึงต้องกราบไหว้ สักการะบูชาขอพรแก่ฟ้า ดิน หรือเทพารักษ์ เพื่อให้คุ้มครองให้รอดพ้นจากภยันตรายและ ปกปักรักษาแผ่นดินของตนไว้ ตลอดจนให้ลูกหลานตระหนักถึงคุณค่าและสามารถรักษาผืนแผ่นดินของบรรพบุรุษ สืบไป

อาคารโดมพระ (Buddha tower)

อาคารโดมพระ (Buddha tower) เป็นสถานที่รวบรวมพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือของ ดร.ปัญญา โชติเทวัญ นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานองค์พระพุทธเจ้าปางประสูติพระหัตถ์ขวาชี้ฟ้า พระหัตถ์ซ้ายชี้ดิน สูง ๙.๒๘ เมตรที่แฝงไปด้วยปริศนาธรรมและให้สัจธรรมมากมาย เพื่อเปิดประเด็นไปสู่ความคิดในทางโลกได้ นอกจากนี้ยังมี คัมภีร์ทองคำจากประเทศจีนอีกด้วย

สหฟาร์มสเตชั่น (Saha Farm Station)

โดมละหมาด (Salah Dome ) / อาคารไอริสโซเฟีย (Airis Sophia?s souvenir shop )

โดมละหมาด (Salah Dome ) เป็นสถานที่ละหมาดของชาวมุสลิมมาจากการตอบแทนพระคุณ ของผู้เป็นเจ้าของ สหฟาร์ม และบ้านสุขาวดี ด้วยเหตุผลว่า เป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ เมื่อได้มาประกอบอาชีพการเลี้ยงไก่ แต่ความอยู่รอดของธุรกิจจำเป็นต้องเรียนรู้ในเรื่องการพึ่งตนเองเป็นสำคัญ เมื่อเป็นผู้ผลิตก็ย่อมเป็นผู้จำหน่ายด้วย แต่ขั้นตอนสุดท้าย ต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไก่ที่ตนเองได้เลี้ยงไว้ เพื่อนำไปเป็นอาหารแก่ผู้บริโภค ปรากฏว่าทางศาสนาพุทธถือเป็นบาป จึงมิกล้าลงมือ สุดท้ายผู้ที่นับถืออิสลามได้เข้ามาช่วยทำให้สามารถทำงานได้สำเร็จ ตั้งแต่วันนั้นมาจึงได้สร้างที่ละหมาดไว้ทุกแห่งในสถานที่ประกอบกิจการรวม ทั้งบ้านสุขาวดีด้วย และที่น่าสนใจก็คือเวลา 17.00น.จะมีภาพเงาสะท้อนของโดมที่กระจกของอาคารสโมสรที่สื่อให้เห็นว่า “ศักยภาพของคนไม่ใช่อยู่ที่รูปลักษณ์ของตัวตนแต่ศักยภาพของคนอยู่ที่ใจของ ตน”

อาคารพุทธบารมี (Buddhabaramee/Convention Hall) / เวที่เฉลิมพระเกียรติ (Royal Chalermprakiet stage)

อาคารพุทธบารมี (Buddhabaramee/Convention Hall) เริ่มก่อสร้างในปี 2546โดยโครงสร้างของอาคารหอประชุมใช้เวลาสร้าง 1 ปี ส่วนการตกแต่งภายในทั้งอาคาร ใช้เวลาเพียง 30 วัน โดย เฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนังที่อาจารย์กรมศิลปากร แจ้งว่าต้องใช้เวลา 3 ปีถึงจะแล้วเสร็จ แต่ด้วยแนวคิดของขบวนการจิกซอทั้งอาคาร ทั้งฝ้า ระบบปรับอากาศทำความเย็น แม้กระทั่งพรม ที่ถือว่าเป็นพรมชิ้นเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิค ก็ใช้เวลาทอ 30 วัน นี่คือขบวนการของทีมเวิร์ค ที่ ดร.ปัญญา โชติเทวัญ ใช้หลักการ “ทำได้” เป็นสำคัญ อาคารนี้จึงแล้วเสร็จบนพื้นฐานของความรัก และความสามัคคีของคน 2,700 ชีวิต อาคารนี้ประกอบด้วย ห้องโถงขนาดใหญ่พื้นที่ 4,800 ตารางเมตร 1 ห้องและห้องประชุมสัมมนาจำนวนมากสำหรับจัดกิจกรรมของบริษัท สหฟาร์มและในเครือ อีกทั้งยังได้รับเกียรติเป็นสถานที่ต้อนรับบุคคลสำคัญและจัดงานระดับประเทศ หลายครั้ง อาทิเช่น นิทรรศการ “ครัวของโลก” , งานประชุมรัฐสภาเอเชีย เพื่อสันติภาพ (AAPP, November 2005) และงานพุทธบารมี 2 แผ่นดินระหว่าง 15 พ.ย.2550 – 15ม.ค. 2551 เป็นต้น

จุดบริการอาหารและเครื่องดื่ม ( Saha Farm Kitchen & Restaurant)

จุดบริการอาหารและเครื่องดื่ม ( Saha Farm Kitchen & Restaurant) ครัวสุขาวดี เป็นศูนย์อาหารและเครื่องดื่ม ที่สะอาด ปลอดภัย ถูกหลักโภชนาการ นอกจากนี้มีร้านอาหาร FAST FOOD สไตล์ยุโรป ที่ผู้บริโภคสามารถลิ้มรส ไก่ทอดสูตรส่งออกจากสหฟาร์ม ในราคาประหยัด บรรยากาศเย็นสบาย ล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงาม สามารถมองเห็นชายทะเล บริการจัดเลี้ยงอาหาร บุฟเฟ่ห์สำหรับหมู่คณะ

อาคารสัจธรรม (Hall of Truth) / อาคารสโมสร ( Club House)

อาคารพระแม่กวนอิม (Main building & Goddess of Mercy)

อาคารพระแม่กวนอิม (Main building & Goddess of Mercy) ก่อสร้างขึ้นในปี2543 เป็นอาคารที่พักอาศัยของครอบครัว โชติเทวัญ ที่ได้ถูกจัดสรรอย่างสมบูรณ์แบบประกอบไปด้วย

- ชั้นที่หนึ่ง เป็นห้องรับรอง ที่มีการตกแต่งอย่างสวยงาม ด้วยศิลปะอันทรงคุณค่า

- ชั้นที่สอง ประดิษฐานพระบรมสาทิสลักษณ์ รัชกาลที่ ๕ ที่งดงาม ประดับด้วยหินรัตนชาติล้ำค่า รวมทั้งเป็นห้องจัดเลี้ยงรับรอง

และสันทนาการ

- ชั้นที่สี่และชั้นที่ห้าเป็นบริเวณที่พักอาศัยของครอบครัวโชติเทวัญ

- ชั้นที่หก เป็นห้องอเนกประสงค์ และรองรับการประชุมขนาด 500 คน

- ชั้นดาดฟ้า ประดิษฐานองค์พระแม่กวนอิมปางประทานพร ประทับมังกรซึ่งประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าที่ประเมินค่ามิได้

ดร.ปัญญา โชติเทวัญ และครอบครัวเคารพนับถือในความศักดิ์สิทธิ์ สักการะด้วยดอกบัวทองคำประดับรัตนชาติ