
“ผมเอาไว้เป็นบ้าน เพื่อให้คนไทยใช้อ้างอิงได้ในโลกนี้ว่านี่เป็นบ้านของคนไทย”
คำนำ
พลัง แห่งความคิด เป็นพลังแห่งอำนาจ เป็นพลังแห่งแสนยานุภาพ และเป็นพลังแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะสามารถบันดาลให้เกิดอะไรได้ทุกอย่าง ตามใจปรารถนา หากนำความคิดนั้นไปใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้
“บ้านสุขาวดีเปิดกว้างขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ผู้มีโอกาสได้มาสัมผัส เป็นเจ้าของร่วมกันและได้ค้นพบถึงสัจธรรมในการดำเนินชีวิต พร้อมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายที่ควรสักการะ อาทิเช่น พระพุทธเจ้าปางประสูติ , พระแม่กวนอิม , พระเจ้าตากสินมหาราช , รัชกาลที่ ๕ , กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือพระบิดาแห่งราชนาวีไทย เป็นต้น ทุกสิ่งทุกอย่างในสถานที่แห่งนี้ถูกกำหนดขึ้นอย่างมีดีไซน์ ประกอบด้วยศาสตร์ และศิลป์อย่างลงตัว สมดุล และมีเหตุมีผล ด้วยบรรยากาศเงียบสงบ แวดล้อมด้วยพันธุ์ไม้ และภูมิทัศน์ที่งดงาม และยังมีอาคารโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม ด้วยอำนาจของความรัก ความเมตตา ของผู้สร้างซึ่งไม่เคยยอมแพ้และไม่ยอมให้ความจนเป็นข้อจำกัดในชีวิต ขอให้สิ่งเหล่านี้เป็นกำลังใจ หรือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแง่คิดที่จะนำพาท่านไปสู่จุดหมาย”
ความหมายของบ้าน
“สุขาวดี” แปลว่า ดี ขาวดี สีของบ้าน เป็นสีชมพูและ ฟ้า สีชมพูเป็นสีแห่งความรัก ดั่งที่ว่า “ ที่ใดไร้รักสมัครสมานจะทำการสิ่งใดย่อมไร้ผล” ฉะนั้นที่ใดก็ตามที่มีความรัก ความสามัคคี มีความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่นั่นเขาจะคุยกันแต่เรื่องดีๆ คุยสิ่งสร้างสรรทั้งสิ้น เราก็สามารถฟันธงได้เลยว่า ที่นั่นคือ ที่ที่ดี ที่เจริญรุ่งเรือง เราจึงใช้ “คิวปิด” หรือ เทพเจ้าแห่งความรักเป็นสัญลักษณ์ ส่วนสีฟ้าถือเป็นสีแห่งน้ำ น้ำเป็น สิ่งก่อเกิดสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลก แต่น้ำเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องศึกษาน้ำ เพราะน้ำ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ทุกสถานะ ถ้าคนเราปรับตัวเข้ากับสังคม ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจหรือความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ เราย่อมมีความสุข แต่น้ำที่ทุกคนต้องการเหมือนๆกันกลับกลายเป็น “น้ำใจ”
ประวัติของบ้านสุขาวดี
จาก วิกฤติทางเศรษฐกิจ ต่างชาติได้ยึดกิจการของคนไทย เพื่อให้เห็นว่าคนไทยมีศักยภาพไม่แพ้ต่างชาติ ทำให้เกิดปาฏิหาริย์สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นศักดิ์ศรีของคนไทย บ้านสุขาวดี จึงได้เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี 2543 บนเนื้อที่ 12 ไร่ ติดถนนสุขุมวิท หลักกิโลเมตรที่ 129 ห่างจากที่ว่าการอำเภอบางละมุง ประมาณ 1 กิโลเมตร มีชายหาดยาว 400 เมตร ปัจจุบันมีเนื้อที่กว่า 80 ไร่
สุขาวดีเกิดมาจากสติปัญญาและการทำงานเป็นทีม ของผู้คนบนพื้นฐานของความรัก ความสามัคคี จึงทำให้งานที่ออกมามีคุณค่า สง่างามและมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ประกอบด้วยอาคารหลัก ๆ ดังนี้
ศาลหลักเมือง (Sukhawadee?s Pillar Shrine) |
ศาลหลักเมือง (Sukhawadee’s Pillar Shrine) เป็น สถานที่สำคัญในการแสดงความเคารพและกตัญญูต่อผืนแผ่นดินที่เราได้ถือครอง หรือได้ใช้ประโยชน์อยู่อาศัย และทำมาหากินเลี้ยงชีพตน ฉะนั้นเพื่อความเป็นสิริมงคลจึงต้องกราบไหว้ สักการะบูชาขอพรแก่ฟ้า ดิน หรือเทพารักษ์ เพื่อให้คุ้มครองให้รอดพ้นจากภยันตรายและ ปกปักรักษาแผ่นดินของตนไว้ ตลอดจนให้ลูกหลานตระหนักถึงคุณค่าและสามารถรักษาผืนแผ่นดินของบรรพบุรุษ สืบไป |
อาคารโดมพระ (Buddha tower) | ||||||||||||||||
อาคารโดมพระ (Buddha tower) เป็นสถานที่รวบรวมพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือของ ดร.ปัญญา โชติเทวัญ นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานองค์พระพุทธเจ้าปางประสูติพระหัตถ์ขวาชี้ฟ้า พระหัตถ์ซ้ายชี้ดิน สูง ๙.๒๘ เมตรที่แฝงไปด้วยปริศนาธรรมและให้สัจธรรมมากมาย เพื่อเปิดประเด็นไปสู่ความคิดในทางโลกได้ นอกจากนี้ยังมี คัมภีร์ทองคำจากประเทศจีนอีกด้วย
|
อาคารพระแม่กวนอิม (Main building & Goddess of Mercy) |
อาคารพระแม่กวนอิม (Main building & Goddess of Mercy) ก่อสร้างขึ้นในปี2543 เป็นอาคารที่พักอาศัยของครอบครัว โชติเทวัญ ที่ได้ถูกจัดสรรอย่างสมบูรณ์แบบประกอบไปด้วย - ชั้นที่หนึ่ง เป็นห้องรับรอง ที่มีการตกแต่งอย่างสวยงาม ด้วยศิลปะอันทรงคุณค่า - ชั้นที่สอง ประดิษฐานพระบรมสาทิสลักษณ์ รัชกาลที่ ๕ ที่งดงาม ประดับด้วยหินรัตนชาติล้ำค่า รวมทั้งเป็นห้องจัดเลี้ยงรับรอง และสันทนาการ - ชั้นที่สี่และชั้นที่ห้าเป็นบริเวณที่พักอาศัยของครอบครัวโชติเทวัญ - ชั้นที่หก เป็นห้องอเนกประสงค์ และรองรับการประชุมขนาด 500 คน - ชั้นดาดฟ้า ประดิษฐานองค์พระแม่กวนอิมปางประทานพร ประทับมังกรซึ่งประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าที่ประเมินค่ามิได้ ดร.ปัญญา โชติเทวัญ และครอบครัวเคารพนับถือในความศักดิ์สิทธิ์ สักการะด้วยดอกบัวทองคำประดับรัตนชาติ |





